เริ่มต้นรู้จักพระเยซู · บทที่ 4
อับราฮัม ความเชื่อที่พระเจ้านับเป็นความชอบธรรม และแกะที่พระเจ้าจัดเตรียม

ฟังบทเรียนภาษาไทย
เสียงอ่านจะเริ่มเมื่อคุณกดเล่น
อ่านพระคัมภีร์ก่อน
อ่าน ปฐมกาล 12:1–3 ก่อน แค่สามข้อแต่สำคัญมาก แล้วอ่าน ปฐมกาล 15:1–6 จากนั้นอ่าน ปฐมกาล 22:1–19 ช้า ๆ ทั้งตอน
ถ้าอ่านบทที่ 22 แล้วรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่พระเจ้าสั่งอับราฮัม ไม่ต้องรีบผ่านความรู้สึกนั้นไป เราจะคุยเรื่องนี้กันในบทเรียน
เกิดอะไรขึ้นในบทนี้
พระเจ้าเรียกชายคนหนึ่ง (12:1 ถึง 3) หลังน้ำท่วม มนุษย์ก็กลับไปหันหลังให้พระเจ้าอีก (เรื่องหอบาเบลในบทที่ 11) แต่แทนที่จะพิพากษาทั้งโลกอีกครั้ง พระเจ้าเลือกเริ่มต้นใหม่จากคนคนเดียว ชายชื่ออับราฮัม (ตอนนั้นยังชื่ออับราม) อายุเจ็ดสิบห้า ไม่มีลูก อาศัยอยู่ในเมืองที่นับถือพระหลายองค์ พระเจ้าบอกให้เขาทิ้งบ้านเกิดและญาติพี่น้อง ไปยังแผ่นดินที่พระเจ้าจะชี้ให้ และสัญญาสามอย่าง คือจะทำให้เขาเป็นชนชาติใหญ่ จะอวยพรเขา และผ่านทางเขา ทุกครอบครัวบนโลกจะได้รับพระพร
ข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด ตั้งแต่ปฐมกาล 3:15 พระเจ้าสัญญาว่าจะส่งใครคนหนึ่งมาจากลูกหลานของผู้หญิง ตอนนี้พระสัญญาแคบลงมาที่ครอบครัวเดียว ผู้ที่จะมาแก้ไขทุกอย่างจะเกิดในสายของอับราฮัม และพระพรนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับคนชาติเดียว แต่สำหรับทุกชาติ รวมถึงคนไทยด้วย
ความเชื่อที่พระเจ้านับให้ (15:1 ถึง 6) หลายปีผ่านไป อับราฮัมแก่ลงเรื่อย ๆ ซาราห์ภรรยาของเขาก็ยังไม่มีลูก เขาเริ่มสงสัย คืนหนึ่งพระเจ้าพาเขาออกไปข้างนอก บอกให้มองดาวบนฟ้า และบอกว่าลูกหลานของเขาจะมากอย่างนั้น อับราฮัมเชื่อ แล้วมีประโยคหนึ่งในข้อ 6 ที่พันธสัญญาใหม่หยิบมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำอีก คือ อับราฮัมเชื่อพระเจ้า และพระเจ้านับความเชื่อนั้นให้เขาเป็นความชอบธรรม
ลองหยุดตรงนี้สักครู่ ในคืนนั้นอับราฮัมยังไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้ถวายอะไร ไม่ได้ทำความดีพิเศษ เขาแค่ไว้ใจสิ่งที่พระเจ้าพูด และพระเจ้าถือว่าเขาถูกต้องต่อหน้าพระองค์ เปาโล ผู้เขียนพันธสัญญาใหม่หลายเล่ม ใช้ข้อนี้อธิบายว่าคนเราถูกต้องต่อหน้าพระเจ้าได้อย่างไร คำตอบคือด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยการสะสมความดี (โรม 4:1–5)
การทดสอบที่ยากที่สุด (22:1 ถึง 10) ในที่สุดอิสอัค ลูกชายที่รอมาทั้งชีวิต ก็เกิดเมื่ออับราฮัมอายุร้อยปี แล้ววันหนึ่งพระเจ้าบอกให้อับราฮัมพาลูกชายคนเดียวที่เขารัก ขึ้นไปบนภูเขาที่พระเจ้าจะชี้ให้ และถวายเขาเป็นเครื่องบูชา
ถ้าอ่านตรงนี้แล้วสะดุ้ง นั่นเป็นปฏิกิริยาที่ถูกแล้ว พระคัมภีร์ตั้งใจให้เรารู้สึกถึงน้ำหนักของมัน แต่สังเกตบางอย่าง หนึ่ง ข้อแรกบอกเราล่วงหน้าว่านี่คือการทดสอบ สอง พระเจ้าในพระคัมภีร์ห้ามการถวายมนุษย์อย่างชัดเจน ชนชาติรอบ ๆ อิสราเอลทำกัน และพระเจ้าบอกว่าพระองค์เกลียดสิ่งนั้น (เฉลยธรรมบัญญัติ 12:31) สาม ตอนเดินขึ้นภูเขา อิสอัคถามว่าลูกแกะอยู่ไหน และอับราฮัมตอบว่าพระเจ้าจะจัดเตรียมลูกแกะเอง (ข้อ 7 ถึง 8) หนังสือฮีบรูบอกว่าอับราฮัมเชื่อว่าแม้ลูกจะตาย พระเจ้าก็ให้เขากลับมีชีวิตได้ (ฮีบรู 11:17–19) ความเชื่อของเขาไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการไว้ใจว่าพระเจ้าที่ให้สัญญาจะไม่ผิดสัญญา
แกะที่พระเจ้าจัดเตรียม (22:11 ถึง 19) ตอนที่อับราฮัมยกมีดขึ้น พระเจ้าเรียกให้เขาหยุด และบอกว่าตอนนี้พระองค์รู้แล้วว่าอับราฮัมไว้ใจพระองค์จริง ๆ อับราฮัมหันไปเห็นแกะผู้ตัวหนึ่งติดอยู่ในพุ่มไม้ เขาจึงถวายแกะตัวนั้นแทนลูกชาย อิสอัคเดินลงจากภูเขาพร้อมพ่อ เพราะมีอีกชีวิตหนึ่งตายแทนเขา อับราฮัมตั้งชื่อสถานที่นั้นด้วยชื่อที่มีความหมายว่า พระเจ้าจะจัดเตรียม (ข้อ 14 ในพระคัมภีร์ของคุณอาจเห็นเป็นชื่อภาษาฮีบรู พร้อมคำแปลอยู่ด้านล่างหน้า) และพระเจ้ายืนยันพระสัญญาอีกครั้งว่า ทุกชาติจะได้รับพระพรผ่านลูกหลานของเขา
สิ่งนี้ชี้ไปที่พระเยซูอย่างไร
- พ่อ ลูกชายคนเดียว และภูเขา ภาพของพ่อที่พาลูกชายคนเดียวที่ตนรักขึ้นภูเขาเพื่อถวาย เป็นภาพล่วงหน้าของสิ่งที่พระเจ้าพระบิดาจะทำจริงประมาณสองพันปีต่อมา ข้อที่คนรู้จักมากที่สุดในพระคัมภีร์บอกว่า พระเจ้ารักโลกมากจนประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ (ยอห์น 3:16) แต่ต่างกันตรงนี้ บนภูเขาของอับราฮัม มีเสียงเรียกให้หยุด บนกางเขน ไม่มีเสียงเรียกให้หยุด พระเจ้าให้ลูกของพระองค์จริง ๆ
- แกะที่ตายแทน อิสอัครอดเพราะมีแกะตายในที่ของเขา นี่คือภาพของคำว่าแทน ซึ่งเป็นหัวใจของสิ่งที่พระเยซูทำ พระเยซูไม่ได้ตายเพราะบาปของพระองค์เอง เพราะพระองค์ไม่มีบาป แต่ตายในที่ของเรา เหมือนแกะในพุ่มไม้ ที่อับราฮัมไม่ได้หามาเอง แต่พระเจ้าจัดเตรียมไว้
- ลูกหลานที่ทุกชาติจะได้รับพระพร เปาโลชี้ว่าคำว่า พงศ์พันธุ์ ในพระสัญญานี้ สุดท้ายแล้วหมายถึงคนคนเดียว คือพระคริสต์ (กาลาเทีย 3:16) พระเยซูเกิดในสายของอับราฮัม (มัทธิว 1:1 เริ่มต้นด้วยประโยคนี้เลย) และผ่านทางพระองค์ พระพรของอับราฮัมไปถึงทุกชาติ รวมถึงคุณที่กำลังอ่านอยู่
- ถูกต้องต่อหน้าพระเจ้าด้วยความเชื่อ สิ่งที่เกิดกับอับราฮัมในคืนที่มองดาว คือสิ่งที่เกิดกับทุกคนที่ไว้ใจพระเยซู พระเจ้านับให้เราเป็นคนชอบธรรม ไม่ใช่เพราะเราทำดีพอ แต่เพราะเราไว้ใจพระองค์ (โรม 4:23–25)
คำที่ควรรู้ในบทนี้
คำว่า ความชอบธรรม ฟังดูเป็นภาษากฎหมาย ความหมายง่าย ๆ คือ การถูกต้องต่อหน้าพระเจ้า ไม่มีความผิดค้างอยู่ ในความคิดแบบไทย เราอาจคิดว่าต้องทำบุญสะสมความดีให้มากกว่าความชั่วถึงจะถูกต้อง แต่พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้านับให้ แบบเดียวกับที่คนให้ของขวัญ ไม่ใช่แบบที่นายจ้างจ่ายค่าแรง
คำว่า ประทาน เป็นราชาศัพท์ แปลว่า ให้ เมื่อเจอในยอห์น 3:16 ว่าพระเจ้าประทานพระบุตร ก็อ่านว่า พระเจ้าให้ลูกของพระองค์ ส่วน พระบุตร แปลว่า ลูกชาย เป็นคำที่พระคัมภีร์ใช้เรียกพระเยซูในฐานะลูกของพระเจ้าพระบิดา ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้ามีภรรยาและมีลูกแบบมนุษย์ แต่หมายถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดและความเป็นหนึ่งเดียวกัน เราจะคุยเรื่องนี้มากขึ้นในบทที่ 10
คำว่า พระพร ในพระคัมภีร์ไม่ใช่โชคลาภที่ขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คือสิ่งดีที่พระเจ้าตั้งใจให้ โดยเฉพาะการได้กลับมามีความสัมพันธ์กับพระองค์
ใคร่ครวญ
- พระเจ้าบอกให้อับราฮัมออกเดินทางก่อนจะบอกว่าจุดหมายอยู่ที่ไหน คุณเคยต้องไว้ใจใครโดยไม่เห็นภาพทั้งหมดก่อนไหม
- ปฐมกาล 15:6 บอกว่าพระเจ้านับความเชื่อเป็นความชอบธรรม ถ้าเรื่องนี้จริง มันเปลี่ยนวิธีที่คุณคิดเรื่องการทำดีอย่างไร
- ลองนึกถึงอิสอัคที่เดินลงจากภูเขาพร้อมพ่อ เพราะมีแกะตายแทนเขา คุณคิดว่าเขาจะมองแกะตัวนั้นอย่างไร และคุณจะรู้สึกอย่างไรถ้ามีใครทำแบบนั้นเพื่อคุณ
อธิษฐาน
“พระเจ้า อับราฮัมไว้ใจพระองค์ทั้งที่ยังไม่เห็นอะไรเลย ฉันอยากไว้ใจพระองค์แบบนั้นบ้าง ขอบคุณที่พระองค์เป็นผู้จัดเตรียม ไม่ใช่ฉันที่ต้องหาเอง ขอให้ฉันเข้าใจมากขึ้นว่าพระเยซูตายแทนฉันหมายความว่าอะไร อาเมน”