← บทเรียนทั้งหมด

เริ่มต้นรู้จักพระเยซู · บทที่ 11

พันธกิจของพระเยซู สอน รักษา และบอกว่าพระองค์เป็นใคร

ถนนลูกรังยามเย็น ชายสูงอายุวิ่งกางแขนไปหาคนที่กำลังเดินกลับบ้าน เห็นจากด้านหลัง

ฟังบทเรียนภาษาไทย

เสียงอ่านจะเริ่มเมื่อคุณกดเล่น

อ่านพระคัมภีร์ก่อน

อ่าน มาระโก 1:14–15 แค่สองข้อ แล้วอ่าน มาระโก 2:1–12 จากนั้นอ่านเรื่องเล่าที่พระเยซูเล่าใน ลูกา 15:11–32 ช้า ๆ ปิดท้ายด้วยสี่ข้อสั้น ๆ ที่พระเยซูพูดถึงตัวเอง คือ ยอห์น 8:12 ยอห์น 10:11 ยอห์น 11:25 และ ยอห์น 14:6

ระหว่างบทที่แล้วกับบทนี้ พระเยซูโตขึ้นในนาซาเร็ธ ทำงานเป็นช่างไม้ จนอายุประมาณสามสิบ แล้วรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้บัพติศมา และเริ่มงานของพระองค์ ซึ่งกินเวลาประมาณสามปี

เกิดอะไรขึ้นในบทนี้

ประกาศและเชิญ (มาระโก 1:14 ถึง 15) พระเยซูเริ่มงานด้วยการประกาศข่าวดีของพระเจ้า ว่าถึงเวลาแล้ว แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้แล้ว หมายความว่าพระเจ้ากำลังเริ่มครอบครองและแก้ไขโลกที่พังไปตั้งแต่ปฐมกาล 3 และสิ่งที่พระองค์ขอจากคนฟังมีสองอย่าง คือกลับใจ และเชื่อ กลับใจคือหันกลับ เปลี่ยนทิศทางของชีวิตจากที่เคยเดินหนีพระเจ้า มาเดินเข้าหาพระองค์ เชื่อคือไว้ใจข่าวดีนั้น สังเกตว่าพระเยซูไม่ได้เริ่มด้วยรายการสิ่งที่ต้องทำ แต่เริ่มด้วยข่าวดีและคำเชิญ

คนง่อยและประโยคที่ทำให้คนตกใจ (มาระโก 2:1 ถึง 12) พระเยซูสอนอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่คนแน่นจนเข้าไม่ได้ เพื่อนสี่คนหามคนง่อยมา เข้าประตูไม่ได้ จึงปีนขึ้นหลังคา รื้อหลังคา แล้วหย่อนเพื่อนลงมาตรงหน้าพระเยซู ทุกคนคาดว่าพระเยซูจะรักษาขาของเขา แต่สิ่งแรกที่พระเยซูพูดคือ บาปของเขาได้รับการอภัยแล้ว

ครูสอนศาสนาที่นั่งอยู่ตรงนั้นตกใจมาก (ข้อ 7) เพราะพวกเขารู้ดีว่ามีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่อภัยบาปได้ มนุษย์อภัยได้แค่ความผิดที่คนอื่นทำต่อตัวเอง แต่บาปคือความผิดต่อพระเจ้า พระเยซูกำลังพูดในที่ของพระเจ้า พระเยซูรู้ว่าพวกเขาคิดอะไร จึงบอกว่าเพื่อให้พวกเขารู้ว่าพระองค์มีสิทธิ์อภัยบาปจริง พระองค์จะทำสิ่งที่มองเห็นได้ แล้วบอกคนง่อยให้ลุกขึ้น เก็บที่นอน แล้วเดินกลับบ้าน เขาก็ลุกขึ้นเดินต่อหน้าทุกคน การรักษาเป็นหลักฐานของสิ่งที่มองไม่เห็น คือการอภัย และสังเกตว่าพระเยซูเห็นว่าปัญหาที่ลึกที่สุดของคนนี้ไม่ใช่ขา แต่คือบาป

พ่อที่วิ่งออกไปรับ (ลูกา 15:11 ถึง 32) พระเยซูเล่าเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่คนทั่วโลกรู้จัก ลูกชายคนเล็กขอส่วนแบ่งมรดกจากพ่อตั้งแต่พ่อยังไม่ตาย ซึ่งในวัฒนธรรมนั้นเท่ากับบอกว่าอยากให้พ่อตาย แล้วเอาเงินไปเมืองไกล ผลาญจนหมด จนต้องไปเลี้ยงหมูและหิวจนอยากกินอาหารหมู เขาคิดได้ และตัดสินใจกลับบ้าน โดยซ้อมคำพูดไว้ว่าจะขอเป็นแค่ลูกจ้าง ไม่ขอเป็นลูกแล้ว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พ่อเห็นเขาแต่ไกล และวิ่งออกไปหา ในสมัยนั้นผู้ชายสูงอายุที่มีเกียรติไม่วิ่ง มันน่าอาย แต่พ่อวิ่ง กอดลูก จูบลูก ก่อนที่ลูกจะพูดคำขอโทษจบ ไม่ได้ให้ลูกชดใช้ก่อน ไม่ได้ให้พิสูจน์ตัวเองก่อน แต่สั่งให้เอาเสื้อที่ดีที่สุดมาใส่ให้ (นึกถึงเสื้อหนังสัตว์ในเอเดนไหม) สวมแหวน และจัดงานเลี้ยง เพราะลูกที่เหมือนตายไปแล้วกลับมามีชีวิต

เรื่องนี้ยังมีลูกชายคนโต ที่อยู่บ้านทำงานหนักมาตลอด และโกรธที่พ่อรับน้องกลับง่าย ๆ เขาคิดว่าความรักของพ่อต้องแลกด้วยการทำงาน พ่อออกไปหาเขาด้วย และบอกว่าทุกอย่างของพ่อเป็นของเขาอยู่แล้ว พระเยซูเล่าเรื่องนี้ให้คนสองกลุ่มฟัง คือคนที่รู้ว่าตัวเองพังและไม่กล้ากลับ กับคนที่คิดว่าตัวเองดีพอและไม่ต้องกลับ ทั้งสองกลุ่มต้องการพ่อคนเดียวกัน

พระเยซูพูดถึงตัวเอง (ยอห์น 8:12, 10:11, 11:25, 14:6) ตลอดสามปี พระเยซูพูดถึงตัวเองในแบบที่ไม่มีครูคนไหนพูด พระองค์ไม่ได้บอกว่าพระองค์จะชี้ทางให้ แต่บอกว่าพระองค์เป็น พระองค์เป็นความสว่างของโลก ใครตามพระองค์จะไม่เดินในความมืด พระองค์เป็นผู้เลี้ยงที่ดี ที่สละชีวิตเพื่อแกะ พระองค์เป็นการเป็นขึ้นจากตายและเป็นชีวิต ใครเชื่อในพระองค์แม้ตายก็จะมีชีวิต และพระองค์เป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากผ่านทางพระองค์

สิ่งนี้ชี้ไปที่พระเยซูอย่างไร

  • ครูที่สอนทาง กับผู้ที่เป็นทาง ครูทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ส่วนมากในโลก รวมถึงครูที่คุณเคารพมาตั้งแต่เด็ก พูดในทำนองว่า นี่คือทาง ฉันค้นพบมันแล้ว จงเดินตาม นั่นเป็นคำพูดที่ถ่อมและมีค่า แต่พระเยซูพูดอีกอย่าง พระองค์ไม่ได้ชี้ไปที่ทางข้างนอกตัวพระองค์ พระองค์บอกว่าพระองค์เองคือทาง ไม่ใช่ให้ตามคำสอนของพระองค์เท่านั้น แต่ให้ตามพระองค์ และไว้ใจพระองค์ นี่ไม่ใช่การบอกว่าครูคนอื่นไม่มีค่า แต่เป็นการบอกว่าพระเยซูอ้างตัวเป็นอะไรที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ถ้าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้า คำพูดเหล่านี้ก็เป็นคำพูดที่หยิ่งที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าพระองค์เป็น มันก็เป็นคำเชิญที่ใจดีที่สุด เพราะหมายความว่าเราไม่ต้องหาทางเอง ทางเดินมาหาเราแล้ว
  • อภัยบาปได้ เท่ากับเป็นพระเจ้า ครูสอนศาสนาในมาระโก 2 เข้าใจถูกแล้วว่ามีแต่พระเจ้าที่อภัยบาปได้ พวกเขาแค่ไม่เชื่อว่าคนตรงหน้าคือพระเจ้า ทุกครั้งที่พระเยซูอภัยบาปใคร พระองค์กำลังบอกว่าพระองค์เป็นใคร
  • พ่อที่ไม่รอให้ชดใช้ พ่อในเรื่องลูกชายที่หลงหาย คือภาพของพระเจ้าที่พระเยซูอยากให้เราเห็น พระเจ้าไม่ได้นั่งรอให้เราทำบุญชดใช้จนพอแล้วค่อยรับ แต่วิ่งมาหาก่อน ความดีที่ลูกจะทำหลังจากนั้น เป็นผลของการได้กลับบ้าน ไม่ใช่ราคาค่าเข้า
  • ทางที่เดินมาหาเรา ทุกบทก่อนหน้านี้ พระเจ้าเป็นฝ่ายจัดเตรียม เสื้อหนังสัตว์ เรือ แกะ เลือดบนประตู งูบนเสา ตอนนี้ผู้จัดเตรียมมาด้วยตัวเอง และกำลังเดินไปสู่กางเขน

คำที่ควรรู้ในบทนี้

คำว่า แผ่นดินของพระเจ้า (บางฉบับใช้ อาณาจักรของพระเจ้า) ไม่ใช่สถานที่บนแผนที่ แต่หมายถึงการที่พระเจ้าครอบครองและแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้อง เริ่มแล้วตั้งแต่พระเยซูมา และจะสมบูรณ์ในวันหนึ่ง

คำว่า กลับใจ ไม่ได้แปลว่าแค่รู้สึกผิดหรือเสียใจ แต่แปลว่าหันกลับ เหมือนคนที่เดินผิดทางแล้วหมุนตัวกลับ ลูกชายในเรื่องกลับใจตอนที่เขาลุกขึ้นเดินกลับบ้าน ไม่ใช่ตอนที่เขานั่งเสียใจอยู่กับหมู

คำว่า ข่าวประเสริฐ แปลว่า ข่าวดี เป็นคำที่พระคัมภีร์ใช้เรียกเรื่องของพระเยซูทั้งหมด สังเกตว่าเป็นข่าว คือเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและมีคนมาบอก ไม่ใช่คำแนะนำว่าควรทำอะไร นี่คือความต่างใหญ่ที่สุดระหว่างข่าวประเสริฐกับคำสอนทางศาสนาทั่วไป

คำว่า สาวก คือคนที่ติดตามพระเยซูและเรียนจากพระองค์ พระเยซูเลือกไว้สิบสองคนเป็นพิเศษ แต่คำนี้ใช้กับทุกคนที่ตามพระองค์

ใคร่ครวญ

  1. พระเยซูมองว่าปัญหาที่ลึกที่สุดของคนง่อยคือบาป ไม่ใช่ขา ถ้าพระเยซูมองคุณ คุณคิดว่าพระองค์จะเห็นปัญหาที่ลึกที่สุดของคุณคืออะไร
  2. ในเรื่องลูกชายสองคน คุณรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนเล็ก (หนีไปไกลและไม่กล้ากลับ) หรือคนโต (ทำดีมาตลอดและคิดว่าสมควรได้) มากกว่ากัน
  3. ครูที่คุณเคารพพูดว่า นี่คือทาง พระเยซูพูดว่า พระองค์คือทาง คุณรู้สึกอย่างไรกับความต่างนี้ ตรงไหนที่ยากที่สุดสำหรับคุณ

อธิษฐาน

“พระเจ้า ฉันเคยคิดว่าต้องเดินกลับหาพระองค์ให้ได้เองก่อน แต่พระเยซูบอกว่าพระองค์วิ่งออกมาหาก่อน ถ้าเรื่องนี้จริง ฉันอยากกลับบ้าน ขอให้ฉันกล้าไว้ใจพระเยซู ไม่ใช่แค่คำสอนของพระองค์ อาเมน”